รู้ทัน..ระวัง..โรคไข้เลือดออก

ไข้เลือดออกเป็นโรคติดเชื้อชนิดหนึ่ง เกิดจากเชื้อไวรัสเดงกี่ ซึ่งมักพบระบาดในเขตร้อน แต่เดิมในประเทศไทยจะพบระบาดมากในฤดูฝน แต่อาจเป็นเพราะสภาพภูมิอากาศและภูมิประเทศที่เปลี่ยนไปทำให้โรคไข้เลือดออกสามารถพบได้ทั้งปี ไข้เลือดออกมียุงลายสายพันธุ์ Aedes aegypti เป็นพาหะของโรค โดยยุงลายจะกัดผู้ที่เป็นโรคก่อน จากนั้นจะไปกัดผู้อื่นที่อาศัยในบริเวณใกล้เคียงและแพร่เชื้อไปยังผู้อื่นได้ ดังนั้นเมื่อพบผู้ที่เป็นไข้เลือดออกคนหนึ่งแล้ว จึงมักพบผู้ที่อาศัยในบ้านเดียวกัน หรือเพื่อนร่วมโรงเรียน ร่วมชั้นเรียนเป็นโรคเหมือนกัน
แต่เดิมไข้เลือดออกเป็นโรคที่มักพบในเด็กโดยเฉพาะเด็กวัยเรียน แต่ปัจจุบันพบในเด็กวัยรุ่น และในผู้ใหญ่มากขึ้น อย่างไรก็ตามคนทุกเพศทุกวัยสามารถเป็นโรคไข้เลือดออกได้ และสามารถเป็นซ้ำได้ เพราะไข้เลือดออกมีหลายสายพันธุ์ และภูมิคุ้มกันที่เกิดหลังการติดเชื้อครั้งนั้นๆจะไม่ข้ามไปป้องกันสายพันธุ์อื่น
ภายหลังโดยยุงลายกัดและได้รับเชื้อไวรัสเดงกี่เข้าสู่ร่างกายแล้ว 3 – 14 วัน (เฉลี่ย 4 – 7 วัน) ผู้ป่วยจะเริ่มมีไข้สูง หน้าแดง ตาแดง ทานอาหารได้น้อย บางรายมีคลื่นไส้อาเจียน ไม่ค่อยมีอาการไอ/น้ำมูก ยกเว้นในกรณีที่มีการติดเชื้อหวัดหรือเป็นภูมิแพ้ร่วมด้วย อาการไข้มักจะสูงลอย 2 – 7 วัน ในระยะนี้อาจทำให้เด็กมีอาการชักจากไข้สูงได้ หลังจากมีไข้สูง 2 – 7 วัน ผู้ป่วยจะเข้าสู่ระยะไข้ลด หรือระยะช็อคซึ่งกินเวลาประมาณ 24 – 48 ชม. เป็นระยะที่มีการรั่วของน้ำเลือด (พลาสมา) จากหลอดเลือดออกไปสู่เนื้อเยื่อใกล้เคียง เช่น ช่องท้อง ช่องปอด ทำให้เสมือนหนึ่งร่างกายอยู่ในภาวะขาดน้ำ ในระยะนี้ผู้ป่วยจะไม่มีไข้แล้ว และส่วนมากจะแค่มีอาการอ่อนเพลียเล็กน้อย ไม่อันตราย แต่มีผู้ป่วยจำนวนหนึ่งโดยเฉพาะในรายที่ทานอาหารไม่ได้ ขาดน้ำ จะมีอาการช็อค ซึ่งไม่ใช่อาการหมดสติตามที่คนส่วนมากเข้าใจกัน ผู้ป่วยยังมีสติดีตลอด รู้เรื่องดี แต่มีอาการขาดน้ำชัดเจน กระสับกระส่าย ปวดท้อง (เนื่องจากน้ำเลือดรั่วเข้าช่องท้อง) หรือบางรายหายใจหอบ (น้ำเลือดรั่วเข้าช่องปอด) ชีพจรเบาเร็ว ปลายมือเท้าซีดเย็น ความดันโลหิตต่ำ และอาจทำให้เสียชีวิตได้ นอกจากนี้เชื้อไวรัสเดงกี่ยังทำให้เกล็ดเลือดในร่างกายต่ำ ทำให้เกิดอาการเลือดออกได้ ที่พบบ่อยคือ เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามผิวหนังเป็นจุดแดงๆตามผิวหนัง และเลือดออกในทางเดินอาหารทำให้ปวดท้อง อาเจียนหรือถ่ายอุจจาระเป็นสีดำหรือน้ำตาลเข้ม เมื่อพ้นระยะช็อค (24 – 48 ชม.หลังไข้ลด) ผู้ป่วยจะเข้าสู่ระยะฟื้นตัว น้ำเลือดที่เคยรั่วเข้าสู่เนื้อเยื่อใกล้เคียงเริ่มกลับเข้าสู่หลอดเลือดดังเดิม ผู้ป่วยจะไม่มีไข้ เริ่มอยากอาหารมากขึ้น ปัสสาวะออกมากขึ้นและใสขึ้น และมักพบผื่นเป็นจุดแดงๆตามแขนขาและลำตัวซึ่งอาจมีอาการคันร่วมด้วย ในระยะนี้เกล็ดเลือดที่ต่ำจะค่อยๆเพิ่มกลับขึ้นจนเป็นปกติ ระยะฟื้นตัวจะใช้เวลานาน 2 – 5 วัน จากนั้นผู้ป่วยจะกลับไปเป็นปกติดี
ปัจจุบันโรคนี้ยังไม่มีวัคซีนป้องกัน การป้องกันทำได้ 2 ทางคือ การกำจัดยุงลายและแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย โดยการพ่นยาหรือสารเคมี การเฝ้าระวังไม่ให้มีแหล่งน้ำขังในบ้านและโรงเรียน โดยเฉพาะ แจกันดอกไม้ อ่างน้ำ หรือภาชนะต่างๆที่มีน้ำขัง เป็นต้น และการป้องกันไม่ให้ยุงกัด โดยอาจใช้เป็นยาทากันยุง (ในเด็กอายุมากกว่า 4 ปีขึ้นไป) ใส่เสื้อผ้าแขนขายาว ติดมุ้งลวด หรือให้เด็กนอนในมุ้ง เป็นต้น
------------------------------------------------------------------------------------
ติดตามเราเป็นเพื่อนเฟสบุค http://www.facebook.com/108trick
ติดตามกูรูด้านสุขภาพทางไลน์ http://line.me/ti/p/%40108trick
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม http://goo.gl/oogIL8
ติดตามกูรูด้านสุขภาพทางไลน์ http://line.me/ti/p/%40108trick
สนใจสินค้าสุขภาพและความงาม http://goo.gl/oogIL8
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น